วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

MVเพลง แค่บางครั้ง – ดา เอ็นโดรฟิน


เพลง : แค่บางครั้ง 
ศิลปิน : DA Endorphine 
คำร้อง : เผ่าพันธุ์ อมตะ
ทำนอง / เรียบเรียง : สุวัธชัย สุทธิรัตน์

na na now na na now na na na

เวลาที่แสนนาน ทางเดินที่แสนไกล
มีเพียงฉันอยู่และหายใจ
มีคำว่าเหงามา คอยเดินอยู่ข้างกาย
จนกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย

แค่บางครั้ง ที่ฉันได้ยินบางบทเพลง
แค่บางครั้ง ที่แพ้หัวใจตัวเอง

แอบมีหยดน้ำตา แอบไปนั่งเหงามา
หลบไปจากสายตาผู้คน
ใช้เวลาอยู่ในความเหงาจนสาใจ
และสุดท้ายก็บอกใจฉันอีกครั้งนึง
ชีวิตต้องเดินต่อไป

บางคืนที่ฝนพรำ บางวันที่หนาวกาย
มันทำให้เปราะบางข้างใน
ในคำว่าแข็งแรง ในคำว่ามั่นใจ
บางทีก็อ่อนแอเหลือเกิน

แค่บางครั้ง ที่ฉันได้ยินบางบทเพลง
แค่บางครั้ง ที่แพ้หัวใจตัวเอง

แอบมีหยดน้ำตา แอบไปนั่งเหงามา
หลบไปจากสายตาผู้คน
ใช้เวลาอยู่ในความเหงาจนสาใจ
และสุดท้ายก็บอกใจฉันอีกครั้งนึง
ชีวิตต้องเดินต่อไป

แค่บางครั้ง ที่ฉันได้ยินบางบทเพลง
แค่บางครั้ง ที่แพ้หัวใจตัวเอง

แอบมีหยดน้ำตา แอบไปนั่งเหงามา
หลบไปจากสายตาผู้คน
ใช้เวลาอยู่ในความเหงาจนสาใจ
และสุดท้ายก็บอกใจฉันอีกครั้งนึง
ชีวิตต้องเดินต่อไป

ตำนานการสร้างโลกและน้ำท่วมโลก ของสแกนดิเนเวีย

        ความรู้เกี่ยวกับตำนานที่ว่าด้วยการสร้างจักรวาลและโลก จะพบได้ทั่วไปไม่เพียงแต่ในชาติที่มีอารยธรรมเท่านั้น ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยการสร้างธรรมชาติก่อน แล้วจึงตามมาด้วยการสร้างเทพเจ้าและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ ในปัจจุบันโลกยังเล่าขานตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ตามความเชื่อของชนชาติต่าง ๆ

การสร้างโลกตามตำนานสแกนดิเนเวีย

        แรกเริ่มเดิมทีนั้นยังไม่มีจักรวาล ไม่มีโลก มีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าทำนองเดียวกับเคออสของกรีก ต่อมาเกิดอาณาจักรแห่งความหนาวเย็น คือ นิฟเฟิลไฮม์ (Niflheim) ขึ้นทางตอนเหนือ และอาณาจักรแห่งไฟ คือ มุสแปลไชม์ (Muspellsheim) ทางตอนใต้ เมื่อความร้อนและความเย็นมาบรรจบกันน้ำแข็งจึงละลายกลายเป็นหยดน้ำ เกิดเป็นยักษ์ชื่ออึมีร์ (Ymir) ซึ่งเป็นต้นตระกูลของยักษ์ทั้งหลาย และแม่วัวเอาดูมุลลา (Audumulla) อึมีร์ดื่มนมจากแม่วัวจนเติบใหญ่ แม่วัวได้เลียก้อนน้ำแข็งที่มีรสเค็มจนก้อนน้ำแข็งก่อตัวเป็นสิ่งมีชีวิตคือบุริ (Buri) ซึ่งมีลูกชายชื่อบอร์ (Bor) ตำนานหนึ่งเล่าว่าชายหญิงคู่แรกถือกำเนิดจากรักแร้ข้างซ้ายของอึมีร์ จากเท้าทั้งสองเกิดเป็นยักษ์น้ำค้างแข็ง หรือ Frost Giants ภายหลังอึมีร์ถูกเทพเจ้า ๓ องค์ คือ โอดิน (Odin) วิลิ (Vili) และเว (Ve) ซึ่งเป็นลูกชายของบอร์ฆ่าตายทั้งสามช่วยกันสร้างโลกขึ้นมาจากร่างของอึมีร์โดยใช้เนื้อสร้างดิน กระดูกสร้างภูเขาและก้อนหิน เส้นผมสร้างต้นไม้ใบหญ้า และเลือดสร้างทะเล หัวกะโหลกถูกนำไปทำเป็นท้องฟ้า โดยให้คนแคระ ๔ ตน เป็นผู้ชูไว้ให้สูงเหนือโลกมันสมองนำมาสร้างเมฆ เชื่อกันว่าคนแคระถือกำเนิดจากหนอนที่เกิดขึ้นในร่างของอึมีร์น่าสนใจที่ชื่อของอึมีร์มีความสัมพันธ์กับคำว่า ยามะ (yama) ในภาษาสันสฤต ซึ่งถูกตีความว่า ?ลูกผสม? หรือ ?ผู้มีสองเพศ? คือบุคคลผู้เดียวซึ่งให้กำเนิดชายและหญิงดังนั้น อาจมองได้ว่าอึมีร์ไม่เพียงแต่เป็นต้นกำเนิดของชายและหญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์และยักษ์ด้วย

        ระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้งหลายมีการแบ่งอาณาเขตกันอย่างชัดเจน ศูนย์กลางของจักรวาลคือต้นไม้แห่งโลก หรือ World Tree คือ ต้นอึกดราซิล (Yggdrasil) ซึ่งมีรากทะลุเข้าไปใน ๓ โลก คือ โลกของเทพเจ้า โลกของยักษ์ และโลกของคนตาย บนยอดไม้มีไก่ทองเกาะอยู่ ไก่จะขันเตือนภัยเมื่อพวกยักษ์เข้ามารุกราน ที่โคนมีลำธารชื่อมิมีร์ (Mimir) ใต้รากหนึ่งของต้นไม้นี้ โอดินได้ดื่มน้ำจากลำธารนี้เพื่อจะได้ความรู้เกี่ยวกับอักษรรูน (Rune) ซึ่งเป็นตัวอักษรที่มีอำนาจพิเศษหรือเวทมนต์อาจใช้เพื่อสาปแช่งหรือทำร้ายใคร ๆ ได้ โดยยอมแลกกับการเสียดวงตาข้างหนึ่ง โลกของเหล่าเทพคืออัสการ์ด (Asgard) ซึ่งมีโอดินเป็นประมุข เทพแต่ละองค์จะมีวิมานของตนเอง วิมานของโอดินคือวัลฮัลลา (Valhalla) มีกำแพงสร้างโดยยักษ์ล้อมรอบอัสการ์ด โลกของมนุษย์ชื่อว่ามิดการ์ด (Midgard) หรือ Middle Earth มีทรงกลมล้อมรอบด้วยมหาสมุทรซึ่งมีสัตว์เลื้อยคลานหรืองูยักษ์ที่เรียกว่า The Serpent of Midgard หรือ World Serpent ขดอยู่รอบโลกและซ่อนตัวอยู่ภายใต้ท้องทะเลคอยกัดกินรากของต้นอึกดราซิลอยู่ตลอดเวลา มิดการ์ดมีกำแพงป้องกันซึ่งสร้างมาจากคิ้วของอึมีร์ เทพเข้าทำให้เกิดเวลาขึ้นในโลกโดยให้ Night และ Day ขับรถศึกไปรอบ ๆ ท้องฟ้า หรือให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เดินทางไปรอบท้องฟ้า โลกของมนุษย์และเทพเจ้านั้นเชื่อมต่อกันด้วยสะพานสายรุ้งชื่อบิฟรอสต์ (Bifrost) ใต้มิดการ์ดลงไปเป็นโลกที่ ๓ ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนตาย มีชื่อว่าเฮล (Hel) โลกใต้บาดาลนี้อยู่ใต้การปกครองของเทพีเฮล มีสุนัขชื่อ การ์ม (Garm) คอยเฝ้าไม่ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไปในดินแดนแห่งความตายได้ ทำนองเดียวกับเซอร์บิรุส (Cerberus) สุนัขสามหัวซึ่งเฝ้าประตูเฮดีส (Hades) ซึ่งเป็นดินแดนแห่งคนตายของกรีก ส่วนยักษ์นั้นมีอาณาจักรของตนเองชื่อโยทุนไฮม์ (Jotunheim) และคอยโจมตีเทพเจ้าอยู่เสมอ

        มนุษย์นั้นถือกำเนิดมาจากต้นไม้เชื่อกันว่าผู้ชายเกิดจากต้นแอช (Ash) และผู้หญิงเกิดจากต้นเอ็ล์ม (Elm) แต่ในตำนานเยอรมันบอกว่ามนุษย์คนแรกของโลกมีชื่อว่ามันนุส (Mannus) ซึ่งแปลว่า มนุษย์ หรือ Man นั่นเอง เป็นลูกของทูอิสโต (Tuisto) ยักษ์ซึ่งเกิดจากแม่ธรณี ชื่อของทูอิสโตนั้นแปลว่า ?ผู้มีสองเพศ?


น้ำท่วมโลก

         ในตำนานสแกนดิเนเวีย เมื่อมีกำเนิดก็ต้องมีการแตกดับ ความร้อนและความเย็นรวมตัวกันทำลายโลกเช่นเดียวกับที่สร้างโลกขึ้นมา จึงเกิดตำนานการสิ้นโลกหรือรักนรก (Ragnarok) ขึ้นมา เริ่มต้นจากลูกชายของโอดินคือบัลเดอร์ (Balder) ซึ่งฝันว่าตนเองจะตาย มารดาจึงไปขอสัญญาจากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตยกเว้นต้นมิสเซิลโท (Mistletoe) กาฝากชนิดหนึ่งเกาะตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ซึ่งมักเป็นต้นโอ๊กตามความเชื่อของชาวตะวันตกในงานฉลองปีใหม่ถ้าหนุ่มสาวยืนอยู่ใต้มิสเซิลโท ชายหนุ่มมีสิทธิจะจุมพิตหญิงสาวได้ โดยหญิงสาวปฏิเสธไม่ได้ซึ่งเป็นต้นไม้เล็ก ๆ ดูไม่มีพิษมีภัย ว่าจะไม่ทำอันตรายให้บัลเดอร์ถึงแก่ชีวิต เหล่าเทพต่างทดสอบคำสัญญาโดยเอาอาวุธและสิ่งต่าง ๆ ขว้างปาบัลเดอร์ซึ่งไม่เป็นอันตราย โลกี้ (Loki) ซึ่งเป็นเทพที่เกเรและเจ้าเล่ห์ แปลงกายเป็นนางยักษ์ชราเอากิ่งมิสเซิลโทปาถูกบัลเดอร์ถึงแก่ความตาย เหล่าเทพพยายามจับโลกี้มัดแต่โลกี้หนีไปได้และไปร่วมมือกับพวกภูตร้ายและยักษ์ ต่อสู้กับเหล่าเทพ ในโลกมนุษย์ก็มีการสู้รบแก่งแย่งชิงดี อากาศหนาวเย็นลงโดยที่ดวงอาทิตย์ถูกหมาป่าเฟ็นรีร์ (Fenrir) ลูกของโลกี้จับตัวไว้ส่วนงูยักษ์ World Serpent ซึ่งขดล้อมโลกอยู่ก็โผล่หัวขึ้นมาจากมหาสมุทรพ่นพิษไปทั่วโลกทำให้น้ำท่วมโลก โลกี้นำขบวนพวกยักษ์มาพร้อมกับซูร์ท (Surt) ยักษ์จากอาณาจักรแห่งไฟ ข้ามสะพานบิฟรอสต์ มาถึงดินแดนของเทพเจ้า เกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด โอดินถูกหมาป่าเฟ็นรีร์กลืนกิน ธอร์ (Thor) เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าฆ่างูยักษ์ World Serpent ได้แต่ถูกพิษของมันถึงแก่ความตาย ในที่สุดเทพทั้งหลายก็ถูกซูร์ททำลายล้างหมดยกเว้น วิดาร์ (Vida) ลูกชายอีกคนหนึ่งของโอดินซึ่งสามารถฆ่าเฟ็นรีร์โดยฉีกมันออกเป็น ๒ ท่อน และแล้ว จากต้นไม้ของโลก World Tree ก็มีมนุษย์ชายหญิงเกิดขึ้นมาเพื่อสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไป แผ่นดินลอยขึ้นมาจากทะเลเขียวชอุ่มพร้อมที่จะเติบโตอีกครั้งหนึ่ง บัลเดอร์กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา ดวงอาทิตย์ดวงใหม่เกิดขึ้นมาให้ความสว่างแก่โลกใหม่ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือเทพเจ้าของยุโรปตอนเหนือมิได้เป็นอมตะ สามารถตายได้แต่ก็เกิดใหม่ได้เช่นกัน การเกิดและสิ้นสุดของโลกในตำนานของยุโรปเหนือจึงมีลักษณะเป็นวัฏสงสารเช่นเดียวกับตำนานของอินเดีย มังกรไฟออกอาละวาดพ่นไฟเผาผลาญบ้านเรือนราษฎรจนกระทั่งพระราชาเบโอวูล์ฟของพวกเขาต้องออกไปต่อสู้กับมังกรทั้ง ๆ ที่ทรงชราภาพแล้วแต่พระองค์สามารถสังหารมังกรได้หลังจากต่อสู้กันอย่างดุเดือดเป็นเวลานาน พงศาวดารของพวกแองโกล-แซกซั่นระบุว่า ดาวตกและดาวหางซึ่งเป็นลางร้ายคือมังกรไฟที่บินไปในอากาศในตำแหน่งสแกนดิเนเวีย วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คือซิเกิร์ด (Sigurd) ฆ่าฟาฟนีร์ (Fafnir) ซึ่งแต่เดิมเป็นเทพ แต่ด้วยความหวงสมบัติจึงขึ้นไปนอนบนกองทองคำและกลายเป็นมังกรไปโดยการที่ซิเกิร์ด ลงไปอยู่ในหลุม และใช้ดาบแทงท้องของมังกรขณะที่มันคลานไปบนพื้นดิน ซิเกิร์ดนำหัวใจของมังกรไปย่างกิน จึงทำให้เขามีอำนาจพิเศษสามารถเข้าใจภาษานกได้ ในตำนานคริสเตียน การที่นักบุญจอร์จ (St.George) ปราบมังกรร้ายเปรียบเทียบเหมือนชัยชนะของคริสต์ศาสนาที่มีเหนือความงมงายของผู้คน

หนังสือสกุลไทย ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๒๗๘๐
ประจำวันอังคารที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑
ห้องสมุดสกุลไทย ความเชื่อ หน้า ๑๓๔ - ๑๓๕

http://www.thaienv.com/content/view/611/39/

ตำนานพระนางเรือล่ม

ตำนานพระนางเรือล่ม นางผู้เป็นที่รักยิ่งของพระพุทธเจ้าหลวง





....ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา “วัดกู้” ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในอดีตสถานที่นี้คือ จุดเกิดโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ยุคแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5

เหตุครั้งนั้นทำให้พระนางอันเป็นที่รักยิ่งของเจ้าแผ่นดินต้องมาสังเวยชีวิตสิ้นพระชนม์ลง ณ กลางแม่น้ำนั้น

เหตุการณ์คราวนั้นถึงกับทำให้ “เจ้าเหนือหัว” ของคนไทย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ถึงกับทรงพระกรรณแสง เพราะเป็นที่รู้กันตามประวัติศาสตร์ว่า ในบรรดาพระมเหสีและเจ้าจอมทั้งหลายนั้น “สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี” หรือที่เราคนไทยคุ้นกับพระนามของพระองค์ว่า “พระนางเรือล่ม” นั้นทรงเป็น “ที่รัก” และโปรดปรานยิ่งของ “องค์พระพุทธเจ้าหลวง”

พระประวัติ “พระนางเรือล่ม” พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ลำดับที่ 50 พระมารดาคือ สมเด็จพระปิยมาวดีศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน ปีวอก พ.ศ. 2403 ณ พระบรมมหาราชวังทรงถวายองค์เป็นพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อเจริญพระชนมายุได้ 17 พรรษา ด้วยมีพระสิริโฉมงดงาม พระสติปัญญาฉลาดเฉียบแหลม จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น “พระอัครมเหสี” และยังเป็นที่โปรดปรานสนิทเสน่หายิ่งกว่าพระอัครมเหสีองค์อื่น ๆ

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ทรงมีพระราชธิดา พระองค์แรกเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ เพชรรัตน์ จวบกระทั่งวันที่เสด็จทิวงคตเพราะเรือล่ม ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2423 ขณะกำลังเสด็จฯ มายัง พระราชวังบางปะอินพระองค์ก็ทรงพระครรภ์ได้ 5 เดือน

เหตุสลดในวันนั้นเล่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ล่ม เนื่องเพราะเรือพระพันปีหลวง หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถบรมราชชนนี พันปีหลวงแล่นแซง ประกอบกับนายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้า ขาดสติในการควบคุมเรือเรือจึงล่ม และทั้งที่พระองค์ก็ทรงว่ายน้ำได้ แต่เพราะความที่ทรงห่วงพระราชธิดา จึงต้องสิ้นพระชนม์ไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งพระพี่เลี้ยง รวมทั้งสิ้น 4 ศพ ที่จมอยู่ใต้ท้องเรือโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะติดอยู่ที่กฎมณเฑียรบาลว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร

โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นนี้ก่อนเกิดเหตุ ได้มีลางร้ายมาเตือนล่วงหน้าแล้วโดยก่อนที่เรือจะล่มในคืนหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ได้ทรงพระสุบินว่า พระธิดาของพระองค์ตกลงไปในน้ำ ด้วยความตกพระทัยจึงรีบคว้าพระธิดาจนตกลงไปในน้ำด้วยกัน แล้วได้ตื่นจากบรรทม ครุ่นคิดถึงการเสด็จฯ ไปพระราชวังบางปะอิน ในวันรุ่งขึ้นว่าต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์เป็นแน่ แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่ได้จนพบจุดจบในที่สุด

การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ในครั้งนั้นมีเสียงร่ำลือในวังหลวงอย่างอื้ออึงว่า เพราะเป็นแผนการที่จงใจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ จากความอิจฉาริษยาของบรรดามเหสี และสนมนางในที่คิดหาหนทางกำจัด จนทำให้พระนางอันเป็นที่รักของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ต้องมาสิ้นพระชนม์ท่ามกลางข้อกังหา และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้าน และชาววังในยุคนั้น ก็ยังมีเรื่องน่าพิศวงอันเกิดจากอาถรรพณ์ของดวงพระวิญญาณตามมาด้วย

เล่ากันว่าขณะกำลังงมค้นหาพระศพในวันที่เรือพระที่นั่งล่ม โดยชาวบ้านแถวนั้นทนเห็นเหตุการณ์ไม่ไหว พยายามช่วยลงมางมค้นหาพระศพก็เกิดเหตุอัศจรรย์ที่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ถึงขนาดทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ก็ไม่สามารถพบพระศพ จึงต้องไปเชิญหลวงจีนท่านหนึ่งนามว่า “สกเห็ง” ซึ่งเชี่ยวชาญทางวิปัสสนานั่งทางในมาทำการเสี่ยงทาย โดยเสกถ้วยน้ำชาให้ลอยไปตามกระแสน้ำหากถ้วยชาจมลงตรงจุดใด ก็ให้ชาวบ้านและทหารช่วยกันลงไปงมหา ซึ่งในที่สุดก็สามารถหาพระศพจนพบ ลักษณะพระศพที่เห็นนำความเศร้าสลดมาสู่สายตาผู้พบเห็นยิ่งนัก เป็นภาพพระนางโอบพระธิดาไว้แนบอก และพระศพที่พบก็จมอยู่ใต้ซากเรือพระที่นั่งนั่นเอง

และเพราะเหตุที่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ทรงสิ้นพระชนม์จากเรือพระที่นั่งล่มที่หน้าวัดกู้ กลางลำน้ำเจ้าพระยา จ.นนทบุรี ชาวบ้านจึงได้ร่วมใจตั้งศาลพระนางเรือล่มขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ บริเวณนี้เคยเป็นสถานที่กู้พระศพของพระองค์ ซึ่งต่อมาหลังจากผ่านเหตุการณ์นี้มานานมากแล้ว ก็ยังเกิดเรื่องเล่าถึงดวงวิญญาณพระนางเรือล่มตามมามากมาย

มีผู้พบเห็น และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ของดวงพระวิญญาณพระนางเรือล่มหลายครั้ง โดยชาวบ้านในละแวกวัดเล่าว่า ในสมัยก่อนที่หน้าศาลของพระนางเรือล่ม มักมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอโดยหลาย ๆ ครั้งจะมีฝูงจระเข้ว่ายน้ำมาคำนับที่หน้าศาลอยู่เป็นประจำ ทั้งที่ปกติจระเข้มักว่ายอยู่ใต้น้ำ แต่อาจเป็น เพราะจระเข้รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ท่าน ดังนั้นเวลาว่ายน้ำผ่านหน้าศาลทีไร จระเข้ทุกตัวเป็นต้องลอยตัวขึ้นมาคำนับทุกครั้งไป

นอกจากนี้ยังเคยเกิดเหตุการณ์แปลก ๆ ขึ้นกับคนต่างถิ่น ที่ไม่เคยรู้จักเรื่องราวของพระองค์ท่าน บางคนดั้นด้นมาที่วัดกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมา ก็เพราะเขาฝันว่ามีผู้หญิงสูงศักดิ์ท่านหนึ่งมาเข้าฝันบอกให้มาที่วัดกู้แล้วจะมีโชค เมื่อมาถึงก็ต้องตกตะลึง เมื่อมาเห็นภาพ และพระรูปปั้นที่อยู่ในศาลนั้นเหมือนกับผู้หญิงในความฝันไม่ผิดเพี้ยน

อาถรรพณ์จากความศักดิ์สิทธิ์ของพระนางเรือล่มยังมีเล่ากันต่อมาอีกว่า เคยมีบางคนลบหลู่ไม่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ พูดจาดูหมิ่นขณะพูดจบไม่ทันไรก็มีอาการแปลก ๆ เกิดขึ้น โดยจู่ ๆ ก็วิ่งไปที่ท่าน้ำไม่รู้เนื้อรู้ตัวทำท่าจะกระโดดน้ำตาย หรืออย่างบางคนที่ชอบมาท้าสาบานที่ศาลของพระองค์ว่า ถ้าผิดจริงขอให้จมน้ำตาย ปรากฏว่าได้ตายสมใจ โดยตายอยู่ในอ่างน้ำตื้น ๆ ดังนั้นถ้าใครคิดมาลองสาบานอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าที่ศาลพระนางเรือล่ม ที่วัดกู้ ต้องขอบอกก่อนว่าอย่าเสี่ยงเป็นอันขาด

ทุกวันนี้ชาวบ้านแถบ จ.นนทบุรี และผู้ที่มาจากต่างจังหวัดยังคงแวะเวียนมากราบไหว้พระนางเรือล่มที่ศาลอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่นิยมนำมาถวายพระองค์ท่านก็คือกล้วยเผา มาพร้าวอ่อนและพวงมาลัยมะลิสดส่วนศาลที่เห็นในปัจจุบันจะมี 2 ศาล คือศาลที่อยู่ริมน้ำกับศาลที่ตั้งอยู่ภายในวัด ซึ่งศาลนี้อันที่จริงเป็นศาลเดิม เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ศาลนี้เดิมก็อยู่ริมน้ำ แต่เพราะเวลาผ่านไปทำให้ดินทับถมกลายเป็นแผ่นดินงอกใหม่ ศาลนี้เลยกลายเป็นตั้งอยู่บนดินไป

ตำนานเทพพระตรีมูรติ

พระตรีมูรติ มหาเทพผู้ซึ่งประทานความสมหวังในทุกประการ



พระตรีมูรติ (Trimurti) หรือ เทพทัตตาเตรยะ นั้นถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ ทั้งนี้เนื่องมาจากพระตรีมูรตินี้เป็นการรวมกันของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ถึง 3 พระองค์เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ พระพรหม, พระวิษณุ (พระนารายณ์) และพระศิวะ (พระศิวะ) ที่ถือว่าเป็น ผู้สร้าง (สฤษฏิ), ผู้รักษาโลก (สถิติ) และผู้ทำลาย (ประลัย) ในศาสนาพรหมณ์ โดยพระเทวานุภาพของพระตรีมูรตินั้นท่านสามารถประทานความสมหวังได้ในทุกเรื่องนทรงประทานพรให้เราสมหวังได้ทุกประการไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต การงาน หรือแม้แต่กระทั่งในเรื่องความรัก

โดยในสมัยโบราณกาลศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ถือกำเนิดขึ้นมาโดยชาวอารยันเมื่อ 1000 ปีก่อนสมัยพุทธกาล โดยชาวฮินดูได้นำลัทธิพระเวทมาผสมผสานกับคติความเชื่อของคนพื้นเมืองอินเดียโบราณ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและได้มีการยกย่องชนชั้น พราหมณ์ เป็นชนชั้นสูงสุดในฐานะที่เป็นผู้ซึ่งสามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้นั่นเอง โดยเทพเจ้าที่ได้รับการเคารพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 พระองค์ ซึ่งก็คือ

1. พระพรหม ซึ่งมีพระนามอื่นที่เป็นที่นิยมเรียกกันคือ พระธาดา (ผู้ทรงไว้), พระปรเมศ (ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์) และพระโลเกศ (จอมโลก) ทรงได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พระอาตมภู (ผู้เกิดเอง) ได้ทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นจากความว่างเปล่า โดยเมื่อทรงหว่านพืชลงในน้ำก็บังเกิดเป็นไข่ทองขึ้นและก้ได้ถือกำเนิดเป็นพระพรหม โดยพระพรหมจะทรงมีพระวรกายสีแดง มีสี่พระพักตร์ แปดพระกรรณ และสี่พระกร (บางแห่งว่ามี 8 พระกร) โดยทรงถือธารพระกร, ช้อนสำหรับหยอดเนยในไฟ, คัมภีร์, หม้อน้ำ, มีประคำล้อง และถือธนู และทรงมีหงส์เป็นพาหนะ

2. พระอิศวร  ซึ่งมีพระนามอื่นที่เป็นที่นิยมเรียกกันคือ พระตรีโลจนะ, พระมหาเทพ, จันทรเศขร, นิลกัณฐ์ โดยตำนานการกำเนิดของพระองค์อันหนึ่งกล่าวว่า ทรงเป็นโอรสของพระกัศยปกับนางสุรภี แต่บางตำนานก็กล่าวไว้ว่าทรงสร้างพระองค์ขึ้นเองจากพระเวทและพรธรรม โดยพระศิวะจะทรงมีพระวรกายสีขาว มีสามพระเนตร โดยทรงจะมีรูปพระจันทร์ครึ่งซีกอยู่เหนือพระเนตรที่สาม พระเกศามุ่นเป็นชฎา ทรงมีประคำกะโหลกหัวคนคล้องพระศอ พระสังวาลเป็นงู พระสอสีนิล ทรงนุ่งหนังเสือ, หนังกวางและหนังช้าง ทรงสถิตอยู่บนเขาไกรลาศในเทือกเขาหิมาลัย ทรงมีตรีศูลเป็นอาวุธ ถือคทายอดหัวกะโหลก ถือสังข์ ฯลฯ และทรงมีวัวเป็นพาหนะ

3. พระนารายณ์ ซึ่งมีพระนามอื่นที่เป็นที่นิยมเรียกกันคือ พระวิษณุ, พระพิษณุหริ, พระอนันตไศยน ตำนานถือกำเนิดของพระนารายณ์มีอยู่ว่าหลังจากที่พระอิศวรทรงบังเกิดขึ้นจากพระเวทและพระธรรมแล้ว ก็ทรงสร้างผู้ช่วยขึ้น โดยทรงเอาพระหัตถ์ซ้ายลูบพระหัตถ์ขวาและก็ได้ปรากฏเป็นองค์พระนารายณ์ขึึ้น และไปประทับอยู่ในเกษียรสมุทร ยามใดที่มีเหตุทุรยุคพระนารายณ์ก็มีหน้าที่ไปปราบและระงับทุกข์ โดยรูปโฉมของพระนารายณ์ที่จิตรกรนิยมเขียนก็จะเป็นบุรุษหนุ่มที่มีพระวรกายสีนิล ทรงแต่งอาภรณ์อย่างกษัตริย์ ทรงเสื้อสีเหลือง มีสี่พระกร ทรงตรีคทา จักร สังข์ บ้างก็ว่าทรงธนู ดอกบัว หรือพระขรรค์

และหากจะกล่าวถึงตำนานการกำเนิดของ “พระตรีมูรติ” ก็มีการกล่าวไว้ในหลายตำนานต่างๆกัน และหนึ่งในตำนานนั้นก็เช่นตำนานของ เทพทัตตาเตรยะ โดยคำว่า “ทัตตา” นั้นหมายถึง การมอบให้พระผู้เป็นเจ้าทั้งสามพระองค์ ส่วนคำว่า “เตรยะ” นั้นหมายถึง ผู้เป็นบุตรของฤาษีเตรยะหรืออัตริ อันเป็นอวตารของมหาเทพทั้งสามพระองค์ หรือบ้างก็กล่าวกันว่าเป็นองค์พระนารายณ์ โดยตำนานนั้นมีอยู่ว่า ขณะที่ฤาษีที่มีนามว่า อณิมาณฺฑวฺย (อะ-นิ-มาน-ดับ-วยะ) กำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ได้มีโจรกลุ่มหนึ่งได้หนีเจ้าหน้าที่มา ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้สอบถามถึงโจรกับฤาษี แต่ฤาษีไม่ได้ตอบคำถามใดๆเพราะว่ายังทำสมาธิอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าใจว่าฤาษีนั้นเป็นโจรจึงได้จับกุมตัวกลับไปเฝ้าพระราชา ซึ่งต่อมาฤาษีตนนี้ก็ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตโดยวิธีการเสียบตรีศูลที่บนยอดเขาแห่งหนึ่งแต่ฤาษียังไม่ถึงแก่ชีวิต ในระหว่างนั้นนางศีลวตี เดินทางผ่านมาโดยให้สามีที่มีชื่อว่า อุครศรวัส (อุค-คระ-ศระ-วัส) ขี่หลังเพื่อเดินทางผ่านเขาลูกนี้เพื่อที่จะไปหานางอนุสูรยาซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน ประกอบกับวันนั้นมีฝนตกหนักทำให้การเดินทางค่อนข้างลำบาก และเมื่อผ่านพวกเขาผ่านมาพบกับฤาษีสามีของนางจึงได้ตัดพ้อต่อว่าฤาษีีว่าเป็นเหตุให้ฝนตกหนัก และเมื่อฤาษีได้ยินเข้าจึงสาปแช่งให้ศีรษะของนายอุครศรวัสแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงเมื่อยามที่พระอาทิตย์ขึ้น และเมื่อนางศีลวตีได้ยินคำสาปเข้า ก็ไม่ยอมให้สามีเป็นเช่นนั้น จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอไม่ให้พระอาทิตย์ขึ้นอีกเลย ปรากฎว่าคำอธิษฐานของเธอได้บังเกิดผลทำให้พระอาทิตย์ไม่ขึ้น จึงส่งผลให้เดือดร้อนกันไปทั่วทั้งสามโลก เหล่าเทวดาจึงพากันนำความไปแจ้งยังมหาเทพทั้งสามพระองค์ซึ่งก็คือ พระพรหม, พระศิวะ และ พระนารายณ์ ซึ่งทั้งสามพระองค์ (พระตรีมูรติ) ก็ไม่สามารถจะทำการใดๆได้นอกเสียจากว่านางศีลวตีจะถอนคำอธิษฐานนั้นเสีย พระตรีมูรติจึงเสด็จไปหานางอนุสูยาก่อนเพื่อให้นางไปขอร้องนางศีลวตีเพื่อให้ถอนคำอธิฐานนั้นเสียโดยที่สามีของเธอจะไม่เสียชีวิต นางศีลวตีจึงยอมแต่โดยดี จากนั้นพระตรีมูรติจึงได้ตรัสถามนางอนุสูยาที่ช่วยไปบอกนางศีลวตีถอนคำอธิฐานว่าต้องการพรสิ่งใด นางอนุสูยาจึงทูลขอให้พระตรีมูรติเกิดเป็นลูกของนางในภายภาคหน้า พระตรีมูรติจึงได้ประทานพรตามคำขอโดยที่พระนารายณ์ได้เกิดเป็นพระทัตตาเตรยะ,  พระศิวะได้เกิดเป็นทุรวาสัส และพระพรหมได้เกิดเป็นพระจันทร์

นอกจากตำนานที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นแล้วยังมีตำนานที่เกี่ยวกับพระตรีมูรติอีกว่า แต่เดิมนั้นเทพกับอสูรเป็นศัตรูกัน แต่เหล่าอสูรนั้นมีฤทธิ์มาก เหล่าเทวดาซึ่งกลัวว่าจะแพ้จึงพากันนำความไปกราบทูลแก่พระศิวะ, พระนารายณ์ และพระพรหม ทั้งสามพระองค์จึงร่วมกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำเป็นน้ำอมฤตซึ่งหากใครได้ดื่มก็จะไม่ตายและยังได้ชวนให้เหล่าอสูรมาร่วมทำพิธีกรรมด้วยและให้สัญญาว่าจะให้ดื่มน้ำอมฤต จากนั้นพิธีกวนเกษียรสมุทรจึงได้บังเกิดขึ้นโดยใช้เขาพระสุเมรุเป็นไม้กวนเกษียรสมุทรและมีพระยาวาสุกรีเป็นเชือกพันรอบเขาพระสุเมรุ จากนั้นบรรดาเหล่าเทวดาและอสูรต่างช่วยกันชักสายเชือก พิธีกวนเกษียรสมุทรนี้ต้องใช้ระยะเวลาการดำเนินการหลายปี พระนารายณ์จึงทรงเล็งเห็นว่าหากทำพิธีกรรมนี้ไปเรื่อยๆอาจทำให้เขาพระสุเมรุทะลุพื้นทะเลไป พระองค์จึงแปลงกายไปเป็นเต่ายักษ์เพื่อลงไปรองรับแผ่นโลกไว้ เมื่อเวลาผ่านไป 1000 ปี พิธีกวนเกษียรสมุทรก็ประสบความสำเร็จเหล่าอสูรจึงพากันแย่งดื่มน้ำอมฤต พระนารายณ์จึงแปลงร่างเป็นสาวงามเพื่อล่อให้เหล่าอสูรไปอีกทางหนึ่ง เหล่าเทวดาจึงได้ดื่มน้ำอมฤตกันทั่วหน้า ส่วนฝ่ายอสูรมีเพียงพระราหูเท่านั้นที่ได้ดื่ม พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงพากันมาฟ้องพระนารายณ์ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ขว้างจักรตัดกายพระราหูขาดเป็น 2 ส่วน แต่พระราหูนั้นยังไม่ตายจึงได้กลายมาเป็นตำนานการเกิดปรากฏการณ์สุริยคราสและจันทรคราสในปัจจุบัน

จากตำนานของพระตรีมูรติที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้น ความศรัทธาที่มีต่อพระตรีมูรติ ได้สืบทอดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย จนพระตรีมูรติได้รับการเทิดทูนให้กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของการประทานความรักและความสมหวังให้มวลมนุษย์ตราบเท่าจนทุกวันนี้

คำ บูชา พระ ตรีมูรติ

สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ข้าพเจ้า นาย, นาง, นางสาว ……………………….( ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ ) กราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย ผู้ปฎิบัติดี ผู้ปฎิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ามากราบเบื้องบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว จึงขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ ( …..ขอพร….. )

เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้า ตุมหากัง และจงบังเกิดแด่ผู้คุ้มครองข้าพเจ้า ฑีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติ ภยันจะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิติโรคัญจะ โสระสะ อุบัติอันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ (พระตรีมูรติ)

ที่มา  :  พระตรีมูรติ.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

“ปู” เมินโดนแฉซ้ำตรวจกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่พบว่าท้อง

“ปู” วอนหยุดข่าวลือไปทำแท้ง ย้ำ ป่วยถึงไปเข้า รพ.ส่วนที่ถูกแฉไปตรวจอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่สุดท้ายพบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์นั้น เจ้าตัวบอกไม่ซีเรียส ข่าวก็คือข่าว ดาราคนอื่นก็เจอ เผยไม่ได้คุยเรื่องข่าวกับ “โน้ต” 

       

       ยังเป็นข่าวไม่จบไม่สิ้น หลังสาว “ปู ไปรยา สวนดอกไม้ ลุนด์เบิร์ก” ย่องไปทำแท้งมา ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง แต่รับตนเข้าโรงพยาบาลเพราะป่วยเป็นโรคกระเพาะ พร้อมโชว์ตีหน้าท้องให้สื่อดู แถมภาพในอินสตาแกรมของสาวปูยังโพสต์รูปโชว์หน้าท้องแบนราบให้เห็นกันชัดๆ แต่แล้วก็เป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง เมื่อมีคนออกมาแฉสาวปู ว่า เจ้าตัวมาตรวจอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่โรพยาบาล แต่สุดท้ายก็พบว่ากำลังตั้งครรภ์ ทำเอานางเอกสาวต้องเคลียร์ตัวเองอีกรอบ
       
       “ถ้าเป็นเรื่องเก่า สรุปง่ายๆ แล้วกันว่าไม่จริงค่ะ ตอบไปแล้ว อยากให้คนอ่านมีวิจารณญาณในการอ่านข่าวนิดนึง ถามว่าโกรธไหม ไม่ได้โกรธค่ะ เป็นเรื่องปกติ ดาราต้องคู่กับข่าวลือ เราก็อยู่ตรงนี้มาสักพักนึงแล้ว มันปิดไม่มิดอยู่แล้วเนอะ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด ปูก็อยากให้รอดูไปเรื่อยๆ ดีกว่าค่ะ”
       
       “มันเป็นไปไม่ได้ เราก็ทำงานทุกวัน เจอพี่ๆ สื่อ เจอพิธีกรทุกวัน ไม่มีอะไร แต่ถามว่า ซีเรียสไหม ไม่ เพราะไม่จริง แต่ถ้าเกิดตอบไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกไม่ยุติธรรมต่อตัวปูเท่าไหร่ ข่าวมันต่อง่ายไง จะห้ามสื่อก็ไม่ได้ เวลามีประเด็นแบบนี้สื่อเข้าข้างปู แล้วก็ช่วยปูมาตลอด โดยเฉพาะมาเจอข่าวแบบนี้ ก็ขอบคุณด้วยค่ะ คนอื่นเขาก็เจอข่าวนี้ เป็นเรื่องปกติ เราเป็นดาราคนจับตามอง แต่ไม่เครียดเข้าโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติ ช่วงนั้นป่วย ปูเป็นไมเกรน โรคกระเพาะจริงๆ ไม่สบายค่ะ”
       
       ปฏิเสธแม่จะฟ้องคนปล่อยข่าว
       
       “ตายแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยม่ามี้ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ ไม่ค่อยอ่านข่าว แล้วไม่ยุ่งเรื่องงาน เขาค่อนข้างชิลล์ไม่มีอะไร แต่ข่าวแบบนี้ถ้าไม่จริงไม่รู้จะซีเรียสโกรธใครไปทำไม ปล่อยๆ มันไปดีกว่า แล้วมันก็จะผ่านไป ม่ามี้ก็งงว่าเจอกันทุกวัน อีกอย่างรับงานหนักมาก วันว่างแทบจะไม่มี ออกกำลังกาย เรียนเต้น ร้องเพลงเพื่อละครเรื่องใหม่เหนื่อยมากค่ะ ข่าวลือพวกนี้ปูขอให้จบวันนี้ได้ไหม”
       
       “คนเรามีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อีกอย่างโรงพยาบาลที่เข้าก็เป็นที่คุณแม่คลอดปู เรื่องนี้อย่าไปโทษคนอื่น เรื่องไม่จริงก็ปล่อยไว้อย่างนั้นดีกว่านะ ถ้าป่วยก็ยังจะเข้าโรงพยาบาลเดิม ช่วงนี้เดินไปไหนก็แขม่วนิดนึงเท่านั้นแหละ (หัวเราะ) ไม่อยากให้ข่าวต่อไปเรื่อยๆ เพราะเราก็ตอบแล้วอยากให้จบ เราอย่าไปเครียดใช้ชีวิตปกติ ถ้าเรามีความจริงใจก็ไม่มีอะไรต้องแอบอยู่แล้วค่ะ”
       
       เผยหลังเจอมรสุมข่าวลือไม่ได้คุยกับหนุ่ม “โน้ต วิเศษ รังสีสิงห์พิพัฒน์” ถึงกรณีดังกล่าวเลย
       
       “ช่วงนี้ไม่ได้เจอใครเลยค่ะ เพื่อนๆ ก็มีคุยกันบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาคุยกับใครเรื่องข่าวเลยค่ะ ถ้าเกิดจะปรึกษาใครก็ปรึกษาพี่ๆ สื่อที่สนิท ผู้จัดการ แล้วก็ช่อง ทุกคนก็โอเค ปูโชคดีที่คนเบื้องหลังเชื่อว่าไม่จริง เข้าข้างเราก็โอเคแล้ว คนอื่นเขาก็เจอค่ะ แต่อยู่ที่วิธีที่ปูรับมือกับมัน ถ้าปูตีโพยตีพายก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ทำหน้าที่ให้ดี อารมณ์ดีเข้าไว้เดี๋ยวก็มีเรื่องดีๆ เข้ามา”

ขอบคุณข่าวแซ่บจากผู้จัดการออนไลน์

MVเพลง วายร้าย – Blackhead แบล็กเฮด


เนื้อเพลง วายร้าย – Blackhead แบล็กเฮด
ก็ใครมองเธอว่าเจ้าชู้ เป็นคนไว้ใจไม่ได้
ก็ใครมองเธอว่าตัวร้าย อยู่เสมอ
ไม่มีใครรู้ว่าความจริง ที่เธอนั้นทำ
เพราะว่าอาจมีคนใจร้ายใส่เธอ
ในใจลึกๆ ใจเธอคงกลัว กลัวที่จะไว้ใจใคร
ก็เธอคือวายร้าย แต่ฉันคือคนคนนึงที่ไว้ใจ
ว่าเธอไม่ใจร้าย อย่างที่ใครๆ เคยมองด้วยซ้ำไป
หากได้ลองมองดู ในส่วนลึกลงไป
ข้างในจิตใจจริงๆ เธอคิดอย่างไร
วายร้าย ข้างในที่มีใจ ที่งดงาม
โปรดหยุดมองเธอในแง่ร้าย และลองเห็นใจเธอบ้าง
มอบความจริงใจให้เธออีกสักครั้ง จะได้ไหม
และอาจจะได้พบความจริง ที่เธอนั้นทำไป
เพราะต้องปิดความดีเอาไว้ข้างใน
มีใครรู้ไหม เธอกลัวใครๆ จะมาทำร้ายใจเธอ
ก็เธอคือวายร้าย แต่ฉันคือคนคนนึงที่ไว้ใจ
ว่าเธอไม่ใจร้าย อย่างที่ใครๆ เคยมองด้วยซ้ำไป
หากได้ลองมองดู ในส่วนลึกลงไป
ข้างในจิตใจจริงๆ เธอคิดอย่างไร
วายร้าย ข้างในที่มีใจ ที่งดงาม
ก็เธอคือวายร้าย แต่ฉันคือคนคนนึงที่ไว้ใจ
ว่าเธอไม่ใจร้าย อย่างที่ใครๆ เคยมองด้วยซ้ำไป
ก็เธอคือวายร้าย แต่ฉันคือคนคนนึงที่ไว้ใจ
ว่าเธอไม่ใจร้าย อย่างที่ใครๆ เคยมองด้วยซ้ำไป
หากได้ลองมองดู ในส่วนลึกลงไป
ข้างในจิตใจจริงๆ เธอคิดอย่างไร
วายร้าย ก็ฉันคนนึงไง ที่รักเธอ

"วิลลี่" ถอด "เปิ้ล"เหตุทำหนังทับทางกัน


ตกเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการบันเทิงขึ้นมาทันที หลังจากเมื่อ ''เปิ้ล'' นาคร ศิลาชัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยมีข้อความว่า หลังได้รับแจ้งว่าไม่ต้องมาอัดรายการสาระแนแล้ว เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางกบาล ไม่อยากเชื่อว่าจะมีวันนี้ ยังไม่ได้กล่าวลากับทีมงานทุกคน แต่ขอให้ทุกคนตั้งใจเดินหน้ากันต่อไป และตั้งใจทำงานให้ดี คนทำทีวี จิตใจต้องดี และรักคนดูให้มากๆ ทำเอาเหล่าแฟนๆ ที่เป็นคอรายการถึงกับตกอกตกใจ


โดยล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ก.ย. 55 วิลลี่ แมคอินทอช ประธานบริษัท ลักษ์ 666 ได้เปิดโต๊ะแถลงข่าวที่ตึกลักษ์แซทเทิลไลท์ ทาวน์อินทาวน์ โดยเจ้าตัวได้ขอโทษไปยังเปิ้ล และยอมรับว่าตนรู้มาก่อน 2 สัปดาห์แล้วว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีโอกาสได้บอกอีกฝ่าย เพราะเป็นเรื่องที่ตนลำบากใจมาก

''เรื่องนี้ผมรู้ว่าพี่เปิ้ลเสียใจ เราทุกคนที่บริษัทก็เสียใจเหมือนกัน ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ตอนที่พี่เปิ้ลตัดสินใจขอถอนหุ้น ผมก็บอกว่าโอเค พี่เปิ้ลก็ถามว่าถ้าจะให้พี่ช่วยเป็นพิธีกรสาระแนต่อไปเรื่อยๆ พี่ก็จะช่วย ผมก็บอกว่าได้ เพราะ ณ ตอนนี้ผมคงเปลี่ยนอะไรมากไม่ได้ในรูปแบบรายการ ก็เลยต้องรบกวนให้พี่มาช่วยก่อน และในวันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา เราอัดเทปรายการสาระแนเสร็จแล้ว ผมก็ทราบมาประมาณ 2 อาทิตย์แล้วเรื่องที่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการ และจะมีการเปลี่ยนพิธีกร แต่ผมยังไม่มีโอกาสได้เจอพี่เปิ้ล ครั้งสุดท้ายที่เจอก็คือถ่ายหนังโฆษณาด้วยกัน แล้วก็มาเมื่อวันจันทร์ การที่เรานั่งคุยกันหน้าสตูดิโอ แล้วบอกว่าพี่เปิ้ลครับ ถึงเวลาที่ผมจะไม่ต้องรบกวนพี่ในการมาทำรายการสาระแนให้อีกแล้ว เพราะผมก็รบกวนพี่มาประมาณ 1 ปีแล้ว หลังจากที่พี่เปิ้ลถอนหุ้นไป เป็นอะไรที่ผมและพี่เปิ้ลเองก็เสียใจ เราที่บริษัททุกคนเสียใจ มันมาถึงวันนึงที่ผมไม่รู้ว่า ทำไมต้องเกิดขึ้น แต่เราก็ต้องพัฒนารายการกันต่อไปเรื่อยๆ เราก็จะพยายามทำทุกคำพูดที่พี่เปิ้ลเขียนมาว่าจะทำรายการดีๆ ต้องรักคนดูก่อน ตัวผมเองก็ลำบากใจกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ การที่คำว่า ''ฟ้าผ่า'' ผมขอยอมรับผิดคนเดียวแทนบริษัทและทุกคน เป็นความผิดของผม เพราะจริงๆ ผมรู้เรื่องมา 2 อาทิตย์แล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับพี่เปิ้ลยังไง มันเป็นความลำบากใจเพราะเรารักและสนิทกันมา 15 ปี เมื่อมันมีวันเวลาที่ต้องไปพูด ผมในฐานะตัวแทนและตำแหน่ง ก็หาวิธีการว่าจะคุยกันยังไงดี''

ถามว่าทำไมถึงเลือกที่จะคุยวันนั้น?
''ก็อยากจะบอกว่าคุยวันไหนมันก็ไม่ดีทั้งนั้นละครับ วันนั้นที่ผมคุยกับพี่เปิ้ล พี่เปิ้ลก็เข้าใจนะ เพราะมันเป็นการตัดสินใจของส่วนรวมและต้องมีการพัฒนา ปรับรูปแบบรายการให้ดีขึ้น อันนั้นก็เป็นเรื่องของงาน ถามว่าเรื่องงานพี่เปิ้ลเสียใจไหม เสียใจ ผมก็บอกว่าขอโทษนะ แล้วถ้าผมเจอพี่เปิ้ลอีก ผมก็จะขอโทษอีกครั้ง เพราะคนเราอยู่กันมานานแล้วต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงมันก็ลำบากมากครับ พอมาถึงจุดนึงคืองานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา แต่ชีวิตส่วนตัวของผมกับพี่เปิ้ลก็ยังเหมือนเดิม ผมยังคบหากับพี่เปิ้ลเป็นพี่น้องที่รักกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีการทะเลาะกัน ตอนแรกผมไม่ได้นึกว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เพราะว่าการพัฒนารูปแบบรายการ ผมต้องทำในช่วงที่เขามีการเปลี่ยนผัง ถ้าเสนอแบบใหม่เข้าไปมันก็ต้องมีช่วงเวลา''
     
เป็นเพื่อนสนิทกันคบหากันมานาน ทำไมมีการยกหูโทรศัพท์หากันให้เตรียมตัวก่อน? 
''ก่อนที่ผมจะพูดกับพี่เปิ้ล ผมเดินวนอยู่หลายรอบเหมือนกันนะก่อนที่จะพูดออก มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่ายๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องเซนซิทีฟ ถ้าเกิดว่าไปคุยกันก่อนหน้านี้ รับรองว่าเทปที่อัดวันจันทร์มันจะเป็นเทปสาระแนที่เศร้าหมอง ผมเลยคิดว่าถ้าจะคุยกันก็ต้องคุยต่อหน้า ไม่ใช่ยกหูคุย''
     
เปิ้ลไม่เหมาะกับรายการสาระแนรูปแบบใหม่ยังไง?
''เป็นแค่การพัฒนาเฉยๆ ผมจะหาพิธีกรใหม่ๆ เด็กๆ เข้ามาเพื่อให้ต้องกับเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่นเหมือนเดิมเท่านั้นเองครับ ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นแบบนี้ผมก็ขอถอยเองให้เหลือ เปิ้ล-หอย ไว้ แล้วหาพิธีกรใหม่มาแทนผมก็จะดีกว่า ผมเองก็โดนปลดออกจากรายการทีวีมาเยอะ ก็เลยไม่ได้นึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่''
     
การทำงานกับ ''เสนาหอย-เกียรติศักดิ์'' ยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า?
''เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก่อนอัดรายการ ก็ยังถ่ายโฆษณาอยู่ด้วยกันครับ ในฐานะพิธีกรร่วมของสาระแน ก็คิดว่าพี่หอยก็ยังอยู่ครับ แต่ก็จะมีพิธีกรใหม่เข้ามาเสริม''

อยากฝากบอกแฟนๆ ของพี่เปิ้ลอย่างไร?
''ผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว วันนึงมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงพิธีกร ผมก็เป็นห่วงเหมือนกันว่าบางคนจะรับได้ไหม บางคนก็เป็นแฟนคลับของพี่เปิ้ลอาจจะโกรธ ไม่ชอบผมกับพี่หอย แต่ผมกับพี่เปิ้ล-หอย ยังรักกันอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ได้ร่วมงานกันในตอนนี้ ในอนาคตอาจจะมีงานที่ทำร่วมกันก็ได้ เราไม่ได้แตกแยกในฐานะพี่น้องนะครับ แต่ยากกันทำงานเท่านั้นเอง''

จากนี้ไปจะไม่มีพี่เปิ้ลในรายการของบริษัท ลักษ์ 666 ?
''ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นครับ เพียงแค่ว่า ณ ตอนนี้ผมขอพัฒนารายการให้มันดีให้มันเป็นวัยรุ่น ตอนนี้ยังเป็นวิลลี่ เปิ้ล หอย มันรวมกันแล้วจะ 200 ปี แล้วนะ มันไม่ใช่เป้าหมายวัยรุ่นแล้วนะ ทั้งๆ ที่พยายามจะทำ ซึ่งคนที่ดูเราก็ยังเป็นวัยรุ่นอยู่''

พอจะบอกได้ไหมว่าพิธีกรคนใหม่เป็นใคร? 
''ยังบอกไม่ได้ครับ แต่ก็จะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบให้สนุกขึ้น''

สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนพิธีกรเพราะพี่เปิ้ลถอนหุ้นหรือเปล่า?
''มันก็มีส่วนครับ ตอนที่พี่เปิ้ลถอนหุ้นไป ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เราก็ยังอยากจะรักษาสาระแนไว้ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนพิธีกรใหม่ได้เลย คนดูอาจจะรับไม่ได้ ก็เลยขอให้พี่เปิ้ลอยู่ก่อน มาถึงจุดนี้แล้ว การเปลี่ยนพิธีกรมันเป็นเรื่องที่จะทำให้เป็นกระแสข่าวขนาดนี้''

ทำไมวันนี้ไม่มานั่งแถลงข่าวด้วยกัน เพราะดูจากข้อความที่พี่เปิ้ลโพสต์ออกอาการน้อยใจ?
''ใจผมก็อยากให้มานั่งแถลงข่าวพร้อมๆ กัน เพื่อให้เห็นว่าเรายังคบหากันอยู่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าลืมว่าผมเพิ่งทราบเมื่อคืนนี้ ก็เลยตัดสินใจว่างั้นก็เชิญสื่อมวลชนมาสัมภาษณ์ผม ถ้าอยากให้จัดอีกครั้งนึงแล้วมีพี่เปิ้ลด้วย ก็ต้องใช้เวลาอีกนิดนึง เพราะผมก็ต้องไปตามพี่เขาว่าจะให้เคลียร์ที่ไหน''

เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างกำลังมีผลงานออกมาด้วยหรือเปล่า? 
''ไม่เกี่ยวครับ ผมไม่ได้ทราบว่ามีเรื่องตรงนั้นมาเกี่ยวข้องด้วย''

ความเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ยังเหมือนเดิมไหม?
''เหมือนเดิมครับ ยังมีแหยงๆ อยู่บ้าง คุยเรื่องงานลำบาก เพราะต่างฝ่ายต่างไปเปิดบริษัททำรายการ ทำหนังเหมือนกัน มันทับทางกันอยู่แล้ว ฉะนั้นก็เลยพยายามไม่คุยเรื่องงาน เพราะเราไม่อยากมาทะเลาะกันทีหลัง คุยเรื่องลูกหรือเรื่องอื่นได้''

เป็นเพราะงานทับไลน์กันอยู่หรือเปล่า เลยจำเป็นต้องให้พี่เปิ้ลออกจากรายการ?
''น่าจะมีส่วนครับ''

กลัวพี่เปิ้ลรู้เรื่องในบริษัท ลักษ์ 666 หรือเปล่า?
''ไม่ครับ มันไม่เกี่ยวข้องกับความลับรั่วไหล เพราะบริษัทผมไม่ได้เป็นบริษัทที่มีความลับเยอะ แค่ทำรายการเฉยๆ เพียงแต่ว่ามาถึงวันนึงถ้าอยากให้มีความชัดเจนก็ดี หลังจากคบกันมานาน ต่างฝ่ายต่างก็มีทางของตัวเอง ผมก็สนับสนุนในทางของแต่ละคนที่อยากจะไปทำ ไม่เคยคิดจะกั้นกัน ถามว่าจังหวะดีหรือไม่ดี ผมไม่รู้ พูดแล้วทำให้พี่เปิ้ลเสียใจ ผมก็เสียใจ เห็นพี่เปิ้ลร้องไห้ผมก็อยากร้องไห้''

ยืนยันว่าทุกอย่างจบกันด้วยดี? 
''ผมยืนยันว่า จริงๆ แล้ววันที่คุยกัน พี่เปิ้ลเข้าใจและจบดี ผม พี่เปิ้ล พี่หอย คงไม่ได้ทะเลาะกัน มันเป็นการเปลี่ยนงานเฉยๆ ครับ''

ที่มาข้อมูล : siamdara